<%@LANGUAGE="JAVASCRIPT" CODEPAGE="874"%> พระสมเด็จวัดขุนอินทประมูล พระสมเด็จกรุวัดขุนอินทประมูล พระกรุขุนอินทประมูล สมเด็จพุฒาจารย์ โต
Gallery
 
ประวัติวัดขุนอินทประมูล
 
 
ประวัติวัดขุนอินทประมูล
 
   
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
    วัดขุนอินทประมูล เป็นพระอารามราษฎร์  ชั้นสามัญ  ตั้งอยู่ หมู่ ๓ ตำบลบางพลับ อำเภอ โพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง
ประกาศขึ้นทะเบียนวัดในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๐เนื้อที่วิสุงคามสีมา๘๐ไร่เศษ

    ประวัติเดิมวัดเป็นเพียงสำนักสงฆ์ที่ใช้เป็นที่วิปัสสนา สร้างเป็นเพิงพักเครื่องไม้ไผ่หลังคามุงแฝกฝีมือชาวบ้านบริเวณ
เดิมเป็นโคกสูงน้ำท่วมไม่ถึง สมัยโบราณเป็นแหล่งที่ชาวบ้านนำวัวควายมาปลูกเพิงอาศัยดูแลในฤดูน้ำท่วมเดือน ๑๑-๑๒
ของทุกปีเมื่อน้ำลดก็นำวัวควายกลับ ที่พำนักยังถิ่นที่อยู่เดิม เป็นดังนี้มาตลอด
    สมัยโบราณทวาราวดี บริเวณบ้านบางพลับตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลซึ่งเป็นแนวผ่านมาจาก นครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์งห์บุรีไป
จนถึงเมืองลพบุรีหรือเมืองละโว้เดิม ต่อมากลายเป็นแม่น้ำน้อย ซึ่งมีคลองบางพลับเป็นคลองเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับ
แม่น้ำน้อย   เชื่อกันว่าในสมัยสุโขทัยนั้นบ้านบางพลับเป็นชุมชนใหญ่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย  เชื่อมกับคลองบางพลับและวัด
ขุนอินทประมูลตั้งอยู่ริมฝั่งคลองนี้
    ตำนานสิงหนวัติกล่าวถึงประวัติที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูลนี้ไว้ว่า สมัยกรุงสุโขทัยยัง
รุ่งเรือง ในยุคที่พระยาเลอไทสืบราชสมบัติต่อมาจากพระเจ้ารามคำแหงผู้เป็นบิดา ครั้งนั้นพระยาเลอไทเสด็จจากกรุงสุโขทัย
เดินทางโดยชลมารค มานมัสการพระฤาษีสุกกะทันตะ ณ เขาสมอคอน ในเขตกรุงละโว้การเสด็จมาครั้งนั้นมาทางแม่น้ำยม
เข้าสู่แม่น้ำปิงแล้วเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยาแยกแม่น้ำมหาศร (ปัจจุบันเพี้ยนเป็นมหาสอน)เข้ามาเขาสมอคอนอันเป็นที่พำนัก
ของฤาษีผู้เป็นอาจารย์ (ฤาษีตนนี้เป็นพระอาจารย์ของพระเจ้ารามคำแหง ผู้เป็นบิดาด้วย)   เมื่อนมัสการฤาษีสุกกะทันตะ
แล้ว พักแรมอยู่ ณ เขาสมอคอน ๕ เพลา ได้เสด็จข้าม แม่น้ำเจ้าพระยาล่องมาตามแม่น้ำน้อย  โดยผ่านมาตามคลอง
บางพลับเพื่อเสด็จประพาส ท้องทุ่ง เนื่องด้วยเวลาที่เสด็จมานั้นเป็นเวลาน้ำเหนือบ่า และได้แวะประทับโดยสร้างพลับพลา
ณ โคกบางพลับแห่งนี้
 
   
   
   
 
 
   
 

 

 

 

 
 
 
   
 

 

 

 

 

 
 

     ขณะประทับแรมอยู่ณโคกบางพลับเวลาสาม  เกิดศุภนิมิตรทอดพระเนตรเห็นลูกไฟดวงใหญ่ลอยขึ้น เหนือยอดไม้
หายไปในอากาศทางทิศตะวันออก เกิดปิติโสมนัส   ดำริสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นเป็นพุทธบูชาด้วยคติที่ว่า  พระองค์
ประทับแรมอยู่่ ณ ที่แห่งนี้ โดยมอบหมายให้นายบ้านเกณฑ์แรงงานทั่วแคว้นแดนลุ่มแม่น้ำน้อย ทั้งหมดได้คนพันเศษขุด
หลุม กว้าง ๒๐๐ วา นำท่อนซุงนับร้อยท่อนลงวางขัดตารางเป็นฐานแล้วขุดบ่อในทุ่งด้านหลังขนดิน   ขึ้นถมสูง ๓ วา
(ปัจจุบันเป็นสระกว้างอยู่ทางด้านหลังของวัด)ผู้คนอีกส่วนหนึ่งระดมทำอิฐเผา(มีโคกที่เรียกว่า  โคกเผาอิฐและตำบลบ้าน
ท่าอิฐอยู่ในเขตอำเภอโพธิ์ทองในปัจจุบัน) สร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้น ณ โคกบางพลับแห่งนี้สิ้นเวลานาน ๕ เดือนเป็น
แล้วเสร็จ เมื่อเดือน ๕ ปี พ.ศ. ๑๘๗๐ ได้สำเร็จองค์พระพุทธไสยาสน์ยาว ๒๐ วา สูง ๕ วา
    เมื่อสร้างพระพุทธไสยาสน์เสร็จแล้ว  ขนานนามว่า   พระพุทธไสยาสน์เลอไทนฤมิตร มอบให้นายบ้านผู้ดูแลแต่งตั้ง
ทาสไว้ ๕ คน แล้วเสด็จนิวัติสู่กรุงสุโขทัย   เนื่องจากพระพุทธไสยาสน์เลอไทนฤมิตรถูกทอดทิ้งตากแดดตากฝนท่ามกลาง
ป่ารกอยู่นาน การดูแลรักษาก็ไม่ได้กระทำต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ถูกทิ้งร้างมานานจนกรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจ กรุงศรีอยุธยามี
อำนาจขึ้นมาแทนที่ในระยะเวลาดังกล่าวนี้มีพระภิกษุทรงวิทย(ชื่อตามคำเรียกของชาวบ้านหลังที่มีการสร้างพระพุทธไสยาสน์
แล้ว) เป็นที่กระทำวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีกำลังศรัทธาของชาวบ้านสร้างเพิงพักให้เป็นที่จำวัด    ต่อเนื่องกันมาเนิ่นนาน
จนถึงกลางสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ  ในครั้งนั้นมีนายอากรตำแหน่งที่ขุนอินทประมูล นายบ้านบางพลับ
แขวงเมือง วิเศษไชยชาญ  ในอดีตการปกครองครอบคลุม ถึง สิงห์บุรี ชัยนาท)     ในประวัติเล่าสืบต่อมา นั้นกล่าวว่า
ขุนอินทประมูลนั้นเป็นคนจีนมีชื่อเดิมว่า เส็ง   มีภรรยาเป็นคนไทยชื่อนาก ไม่มีบุตรสืบตระกูล   เป็นผู้ที่มีจิตใจใฝ่ในการ
พระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ปรารภว่าจะพยายามซ่อมสร้างพระพุทธไสยาสน์  และสร้างวัด ณ โคกวัด นี้ให้สำเร็จด้วยอุตสาหะ
แห่งตนให้จงได้ โดยเริ่มแรกได้นำทรัพย์สินส่วนตัวที่เก็บออมไว้ประมาณ๑๐๐ชั่งออกมาสร้างวิหารและเจดีย์ขึ้น ณ โคกใหญ่
่ด้านตะวันออกสำเร็จลง เรียบร้อย   ต่อมาเห็นว่าพระพุทธไสยาสน์ทรุดโทรมลงทุกวัน   องค์พระแทบพังทั้งหมด ทลายลง
กองกับพื้นดิน จึงดำริถากถางป่าและซ่อมองค์พระพุทธไสยาสน์ขึ้นใหม่รวมทั้งจัดสร้างหลังคา   คลุมองค์พระพุทธไสยาสน์
ขึ้น โดยจัดทำเป็นเสาอิฐก่อเครื่องบนเป็นเครื่องไม้หลังคามุงด้วยหญ้าแฝก  เป็นเครื่องกันแดดฝนขยายองค์พระออกไปเป็น
ความยาว ๒๕ วา สูง ๕ วา ๒ ศอก การซ่อมสร้างพระพุทธไสยาสน์ครั้งนั้นนับเป็นมูลค่าเงินหลายร้อยชั่ง ขุนอินทประมูล
นำทรัพย์ส่วนตัวออกมาสร้างจนหมด   จึงมีเจตนายักยอกพระราชทรัพย์หลายร้อยชั่งนำมา สร้างต่อจนสำเร็จแล้วพยายาม
ปกปิดไว้ ไม่ยอมให้ข่าวแพร่งพรายไปถึงพระนครศรีีอยุธยาแต่ข่าวก็เล่าลือไปถึง พระยาวิเศษไชยชาญ เจ้าแขวงเมืองวิเศษ
ไชยชาญส่งคนมาสอบถามได้ความจริง จึงนำเรื่องขึ้นกราบทูล พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดเกล้าฯให้พระยากลาโหมขึ้นมา
ไต่สวน ขุนอินทประมูลให้การภาคเสธ จึงสั่งให้ราชมัณฑ์ลงฑัณฑ์เฆี่ยน ๓ ยกเพื่อรับเป็นสัตย์ แต่ขุนอินทประมูลไม่ยอม
รับสารภาพผิดอ้างว่าเป็นทรัพย์์ส่วนตนจัดสร้างทั้งหมด   ด้วยเกรงว่าเมื่อรับสารภาพแล้วส่วนกุศลทั้งหมดที่สร้างไว้จะตก
แก่พระเจ้าแผ่นดินท้ายที่สุดทนการลงทัณฑ์ของราชมัณฑ์ไม่ไหว  เมื่อใกล้สิ้นใจได้ขอพระราชทานโปรดเกล้าฯให้งดโทษ
   แล้วสารภาพว่าได้ยักยอกพระราชทรัพย์ไปจริง  แต่มุ่งสร้างให้เป็นการเสริมพระบารมีภายหลังขุนอินทประมูลทนรับการ
ลงทัณฑ์ไม่ไหวถึงแก่ชีวิตเมื่อวันอังคาร เดือน ๕ พ.ศ.๒๒๙๖ ประมาณอายุได้   ๘๐ ปีเศษพระยากลาโหมกลับไปทูล
ความให้ทรงทราบ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทราบความตามกราบทูล  เสด็จขึ้นมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ทรงเห็นว่า
ขุนอินทประมูลมีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง เพื่อให้เกิดสมมโนรสทรงโปรดให้ฝังร่างของขุนอินทประมูลไว้ใน
เขตพระวิหาร ด้านหลังองค์พระพุทธไสยาสน์หลังจากทำพิธียกเกศทองคำหนัก ๑๐๐ ชั่ง  พระราชทานประดับเหนือเศียร
พระพุทธไสยาสน์ พระราชทานนามวัดว่าวัดขุนอินทประมูลและถวายนามพระพุทธไสยาสน์ว่า พระพุทธไสยาสน์ขุนอินท
ประมูล

 
   
 

 

 

 

 

 

 
   
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

มีประวัติบอกเล่าตามบันทึกคำให้การชาวกรุง  เก่ากล่าวว่าพม่าบุกเข้าปล้นเอาพระเกศทองคำเผาพระวิหารและองค์พระพุทธ
ไสยาสน์เสียหายทั้งหมด เมื่อเสียกรุงแก่พม่าครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐  ความในประวัติศาตร์กล่าวสืบเนื่องต่อกันมาเช่นนี้จริง
เท็จเป็นประการใดขอยกเว้น
    วัดขุนอินทประมูลถูกทอดทิ้งให้ร้างจมอยู่ในป่าโคกวัดนานถึง ๔๐๐ ปีจนล่วงมาสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๔ พระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีประวัติสำคัญเกี่ยวกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โตพรหมรังสี)วัดระฆังว่าครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ
ปี พ.ศ.๒๔๑๐    เมื่อสมเด็จฯเดินทางขึ้นมาตรวจสอบพื้่นที่ที่จะสร้างพระพุทธรูปนั่งพระมหาพุทธพิมพ์  ณ วัดเกศไชโย 
อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ครั้งนั้นเป็นฤดูน้ำหลากสมเด็จฯให้ชาวบ้านผู้ติดตามแจวเรือลัดทุ่งมานมัสการพระพุทธไสยาสน์
วัดขุนอินทประมูลและพำนักพักค้างคืนอยู่  ณ บริเวณโคกวัดเป็นเวลา ๑ คืน  หลังจากสมเด็จฯกลับไปวัดระฆังได้เข้าเฝ้า
ถวายพระพรเรื่องพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูลให้รัชกาลที่ ๔ ทรงทราบ อันเป็นเหตุให้เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ ได้เสด็จมานมัสการพระพุทธไสยาสน์  วัดขุนอินทประมูลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑
และเมื่อ วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๑(ร.ศ.๑๒๗)วัดขุนอินทประมูลเริ่มมีการพัฒนาชัดเจน  เมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๑ ได้มี
พระอธิการสร้าง ธีรปัญโญมาครองวัดเป็นเจ้าอาวาสแต่งตั้งองค์แรก   ได้ซื้อที่ดินขยายอาณาเขตวัดออกไปทั้งทิศตะวันออก
และทิศตะวันตก เริ่มสร้างอาคารเสนาสนะต่าง ๆ อาทิ กุฏิสงฆ์ กุฏิเจ้าอาวาส ศาลาการเปรียญ ฯลฯ

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
   
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
      กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน วัดขุนอินทประมูลไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และเริ่มการซ่อมแซมครั้งแรก 
เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว    รัชกาลปัจจุบันได้เสด็จพระราชดำเนินนมัสการพระพุทธไสยาสน์
์วัดขุนอินทประมูล ๒ ครั้ง ในปี พ.ศ.๒๕๑๖ และ พ.ศ.๒๕๑๘ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารเสด็จ
พระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูลนี้ในปีพ.ศ.๒๕๑๙ 

      ปัจจุบันพระครูวิเศษชัยวัฒน์เจ้าอาวาสวัดชัยมงคลดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส

      งานนมัสการพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล มีปีละ ๒ ครั้งในเดือน ๕ แรม๗-๘ ค่ำ ครั้งหนึ่ง และเดือน ๑๑
แรม ๖ ค่ำ อีกครั้งหนึ่ง ขอเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่านไปร่วมงานบุญตามวันเวลาดังกล่าว

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
  <<< กลับ